Active Fund เเละ Passive Fund เเตกต่างกันอย่างไร ?

Active Fund เเละ Passive Fund เเตกต่างกันอย่างไร ?

Active Fund เเละ Passive Fund

Active Fund VS Passive Fund เหมือนหรือต่าง ?

สวัสดีครับเพื่อน ๆ วันนี้พี่โบ้จะมาพูดถึง Active Fund เเละ Passive Fund ซึ่งหากเพื่อน ๆ เป็นคนที่สนใจเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวม หรือหุ้น ก็คงจะเคยได้ยิน 2 คำนี้ผ่านหูกันมาบ้างเเล้วใช่ไหมล่ะครับ แต่ก็อาจจะมีเพื่อน ๆ บางคนที่อาจจะไม่เคยรู้จัก 2 คำนี้เลย เพราะฉะนั้น วันนี้พี่โบ้จะมาสรุปเเบบสั้น ๆ เข้าใจง่าย ๆ ให้ทุกคนฟังกันครับว่า กองทุนแบบ Active เเละกองทุนเเบบ Passive จริง ๆ แล้วมันคืออะไร เเตกต่างกันอย่างไร เเละมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไรบ้าง ตามพี่โบ้มาเลยครับ

Active Fund หรือ กองทุนรวมเชิงรุก

จุดประสงค์ของกองทุน

กองทุนประเภทนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเอาชนะตลาด หรือดัชนีชี้วัด (Benchmark) ด้วยการหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด หรือมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงให้ต่ำกว่าตลาดครับ พูดง่าย ๆ ก็อย่างเช่น เราจะเล่นหุ้นอย่างไรให้ได้ผลตอบเเทนที่มากกว่าดัชนี Set 50 หรือ Set 100 นั่นแหละครับ ซึ่งหากยิ่งได้ผลตอบเเทนมากกว่าเท่าไร ก็จะหมายความว่าเป็นกองทุนเเบบ Active ที่ดีมากเท่านั้นนั่นเอง

ข้อดี

ข้อดีของกองทุนรวมประเภทนี้คือ เป็นกองทุนรวมที่มีการคัดเลือกหุ้นในการลงทุนด้วยโมเดลเฉพาะตัวของแต่ละกองทุน โดยปกติจะเน้นลงทุนในหุ้นที่ดีที่สุดไม่กี่ตัว เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีที่สุดครับ

ข้อเสีย

ถึงแม้จะมีข้อดี แต่หุ้นกองทุนรวมประเภทนี้ก็มีข้อเสียเช่นกันครับ ซึ่งข้อเสียก็คือ หากผู้บริหารกองทุนเลือกหุ้นผิดพลาด ผู้ที่่ขาดทุนคือ เรา ไม่ใช่กองทุน เนื่องจากกองทุนเเบบ Active จะเรียกเก็บค่าบริหารกองทุน หรือค่าธรรมเนียมกับเราค่อนข้างสูงมากเลยทีเดียวครับ ยิ่งไปกว่านั้นคือ มีค่าธรรมเนียมรายปีอีก เพราะต้องใช้ความสามารถของทีมผู้จัดการกองทุนในการคัดเลือกหุ้น เพื่อทำผลตอบแทนให้ชนะตลาด 

ดังนั้น พี่โบ้ว่า กองทุนประเภทนี้เหมาะกับเพื่อน ๆ ที่สามารถยอมรับความเสี่ยง เเละความผันผวนของหุ้นเเต่ละตัวได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกลยุทธิ์ของผู้บริหารกองทุนด้วยครับ เหมือนเพื่อน ๆ ต้องฝากชีวิตไว้ที่เขา




Passive Fund หรือ กองทุนรวมเชิงรับ

จุดประสงค์ของกองทุน

มาต่อกันที่กองทุนรวมเชิงรับกันครับ กองทุนประเภทนี้ จะสร้างผลตอบแทนให้สอดคล้องกับดัชนีชี้วัด (Benchmark) โดยที่ผู้บริหารกองทุนไม่ต้องทำอะไรเลยครับ เพียงเเค่ลงทุนตาม Benchmark หรือเเค่ใช้งานโปรเเกรม Robot นั่นเเหละครับ ซึ่งกองทุนประเภทนี้จะมุ่งผลตอบเเทนให้เทียบเท่าลาดมากที่สุด

ข้อดี

ข้อดีของกองทุนรวมประเภทนี้ก็คือ มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำ หรือเเทบไม่คิดค่าธรรมเนียมเลยครับ ซึ่งไม่เหมือนกับกองทุนรวมเชิงรุก เนื่องจากไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรมากครับ เพียงเเค่ลงทุนในหุ้นตามตลาด มากไปกว่านั้นคือ เรายังสามารถติดตามว่า ผู้บริหารกองทุนลงทุนกับหุ้นตัวใดโดยตัวดัชนีอีกด้วยครับ

ข้อเสีย

ข้อเสียของกองทุนรวมประเภทนี้ก็คือ ค่อนข้างมีข้อจำกัดในการลงทุน เพราะกองทุนถูกออกเเบบมาให้ลงทุนลอกเลียนเเบบจากตลาดเท่านั้น ดังนั้น จะไม่มีการลงทุนในหุ้นตัวอื่นที่นอกเหนือจากนั้นครับ เเละหากในสภาวะที่ดัชนีไม่วิ่ง เราจะไม่สามารถทำกำไรจากกองทุนแบบนี้ได้เลยครับ

ดังนั้น สำหรับกองทุนประเภทนี้ พี่โบ้มองว่า เหมาะกับการลงทุนเป็นกองทุนหลักนะครับ ถึงกำไรจะไม่เทียบเท่ากับกองทุนรวมเชิงรุก เเต่อย่างน้อย เพื่อน ๆ ก็สามารถได้กำไรเทียบเท่ากับตลาด ซึ่งเป็นการเซฟตัวเองไปในตัวนั่นเองครับ


เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ พอจะรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะครับว่าทั้ง 2 กองทุนนี้ต่างกันอย่างไร อย่างไรก็ตาม พี่โบ้ขอเพิ่มเติมความรู้ให้เพื่อน ๆ อีกสักนิดนะครับ โดยทั่วไปแล้ว ในต่างประเทศ คนมักจะนิยมลงทุนในกองทุนรวมแบบ Passive มากกว่าครับ เนื่องจาก ตลาดหุ้นในต่างประเทศนั้น มีขนาดใหญ่มาก เเละมีหุ้นให้เล่นหลายตัว การลงทุนเเบบลอกเลียนแบบ ทำให้สามารถทำผลตอบเเทนในระยะยาวได้มากกว่าครับ เเต่สำหรับประเทศเรานั้น ยังถือว่าตลาดหุ้นยไม่ได้ใหญ่มาก ดังนั้น เพื่อน ๆ คงต้องลองไปตัดสินใจกันเอาเองเเล้วล่ะครับว่า จะลงทุนในกองทุนรวมแบบไหนดี แต่ถ้าให้พี่โบ้เเนะนำ พี่โบ้ว่า ลงทุนทั้ง 2 เเบบไปเลยครับ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงนั่นเองครับ

Source: SCB

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: สาระน่ารู้

อ่านรีวิวโบรกเกอร์เพิ่มเติมได้ที่: Review Broker

Social Share

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

Rcent Post

Recent Post

ลิเทียม

ลิเทียม (Lithium) แร่ที่เปรียบเสมือนทองคำในอุตสาหกรรม EV

ลิเทียม Lithium หรือหลายคนเรียกว่า The New White Gold! หัวใจสำคัญของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีแนวโน้มจะขาดแคลนในอนาคต ทำให้ราคาพุ่งขึ้นมากว่า 10 เท่า!

Read More »