Stop Loss คืออะไร? วิธีตั้ง Stop Loss และ Take Profit

  • 5:53 pm
  • Post Views: 657
Table of Contents
TP SL คืออะไร? วิธีการตั้ง Take Profit และ Stop Loss

ตลาด Forex เป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงมากและเปิดทำการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง การเปิดออเดอร์ทิ้งไว้โดยไม่มีระบบควบคุมความเสี่ยง อาจทำให้นักลงทุนเผชิญกับสภาวะขาดทุนหนักเมื่อราคาเคลื่อนที่ผิดทางอย่างรวดเร็ว หนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการปกป้องเงินทุนก็คือการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

Stop Loss คือคำสั่งตัดขาดทุนล่วงหน้า ส่วน Take Profit คือคำสั่งล็อกกำไรเมื่อราคาถึงเป้าหมาย ทั้งสองคำสั่งหรือที่เรียกย่อว่า SL และ TP จึงเปรียบเสมือนเข็มขัดนิรภัยของเทรดเดอร์ครับ การทำความเข้าใจกลไกการทำงาน ตลอดจนวิธีการคำนวณและตั้งค่าจุดตัดขาดทุนอย่างถูกต้อง จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถรักษาเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุนในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • Stop Loss คืออะไร: คำสั่งตั้งระดับราคาล่วงหน้าเพื่อปิดออเดอร์ตัดขาดทุนอัตโนมัติ ช่วยจำกัดความเสี่ยงและป้องกันพอร์ตแตก
  • การทำงานร่วมกับ Take Profit: SL ทำหน้าที่จำกัดขาดทุน ส่วน TP ทำหน้าที่ล็อกกำไรตามเป้าหมายก่อนราคาย่อตัวกลับ
  • วิธีตั้งจุด Stop Loss: คำนวณได้ทั้งจากระยะ Pip, เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงของพอร์ต (Position Sizing), โครงสร้างแนวรับแนวต้าน และเครื่องมือ Indicator
  • ความแตกต่างสำคัญ: Stop Loss ตั้งล่วงหน้าในระบบอัตโนมัติ ส่วน Cut Loss คือการใช้วินัยขายตัดขาดทุนด้วยตัวเองเมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยน


Stop Loss คือ คำสั่งซื้อขายล่วงหน้าที่ตั้งระดับราคาไว้เพื่อปิดออเดอร์และตัดขาดทุนโดยอัตโนมัติ เมื่อราคาตลาดเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คาดการณ์ไว้จนถึงระดับที่กำหนดครับ

ในการเทรด Stop Loss คือ เครื่องมือสำคัญในระบบบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ที่ช่วยจำกัดจำนวนเงินขาดทุนต่อออเดอร์ให้อยู่ในระดับที่วางแผนไว้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าออเดอร์จะถูกปิดที่ราคาที่ตั้งไว้ทุกครั้งครับ ระบบจะรับคำสั่งผ่านแพลตฟอร์มเทรด (เช่น MT4 หรือ MT5) และปิดออเดอร์ทันทีเมื่อราคาตลาดวิ่งมาแตะราคา Stop Loss ที่ตั้งไว้ ส่งผลให้เทรดเดอร์ไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอเพื่อกดปิดออเดอร์เองด้วยมือครับ

ทิศทางราคาตลาดเคลื่อนที่ผิดทาง ➝ แตะระดับราคา Stop Loss ➝ ระบบปิดออเดอร์ตัดขาดทุนอัตโนมัติ

การทำงานร่วมกันระหว่าง Stop Loss (SL) และ Take Profit (TP)

TP SL คือคู่คำสั่งที่ใช้กำหนดจุดออกจากตลาดทั้งสองฝั่ง โดย Take Profit (TP) จะปิดออเดอร์เมื่อราคาถึงเป้าหมายกำไร ส่วน Stop Loss (SL) จะปิดออเดอร์เมื่อราคาไปถึงจุดตัดขาดทุน ดังนั้น Take Profit Stop Loss คือการกำหนดทั้งจุดทำกำไรและจุดยอมขาดทุนไว้ล่วงหน้าก่อนเปิดออเดอร์ โดยช่วยสร้างกรอบ Risk to Reward Ratio (R:R) ที่ชัดเจนก่อนการเข้าเทรดทุกครั้งครับ

  • คำสั่งซื้อ (Buy / Long Position): ตั้งระดับ Stop Loss ไว้ ต่ำกว่า ราคาเข้าซื้อ และตั้ง Take Profit ไว้ สูงกว่า ราคาเข้าซื้อ
  • คำสั่งขาย (Sell / Short Position): ตั้งระดับ Stop Loss ไว้ สูงกว่า ราคาเข้าขาย และตั้ง Take Profit ไว้ ต่ำกว่า ราคาเข้าขาย

ทำไมการตั้ง Stop Loss ถึงสำคัญต่อการรอดชีวิตในตลาด?

ผู้ลงทุนควรตระหนักว่าการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงที่อาจสูญเสียเงินทุน การวางแผนจุดตัดขาดทุนก่อนเปิดออเดอร์จึงเป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานที่เทรดเดอร์จำนวนมากใช้บริหารความเสี่ยง ซึ่งการตั้ง Stop Loss มีบทบาทสำคัญต่อการรอดชีวิตของเทรดเดอร์ดังนี้ครับ:

  1. ป้องกันภาวะพอร์ตแตก (Prevent Margin Call & Stop Out): การปล่อยให้ออเดอร์ขาดทุนไหลไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดตัดขาดทุน อาจทำให้เงินทุนคงเหลือในพอร์ตลดลงจนระดับ Margin ไม่เพียงพอ และระบบบังคับปิดออเดอร์ (Stop Out) หรือเกิดสภาวะ พอร์ตแตกคือความสูญเสียเงินทุนทั้งหมด
  2. ขจัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ (Remove Emotion from Trading): วินัยทางอารมณ์เป็นสิ่งที่รักษาได้ยากที่สุดเมื่อเห็นตัวเลขขาดทุนติดลบ คำสั่งตัดขาดทุนอัตโนมัติช่วยป้องกันอาการลังเล หวังว่าราคาจะกลับมา หรือการถดถอยทางอารมณ์
  3. ช่วยคำนวณ Position Sizing อย่างแม่นยำ: เมื่อรู้ระยะ Stop Loss ที่แน่นอน เทรดเดอร์จะสามารถคำนวณขนาด Lot ของออเดอร์ที่เหมาะสมกับเงินทุน เพื่อควบคุมความเสี่ยงให้คงที่ได้ครับ

แม้ Stop Loss คือคำสั่งอัตโนมัติ ส่วน Cut Loss คือการตัดสินใจปิดออเดอร์ด้วยตนเอง แต่เป้าหมายหลักของทั้งสองอย่างคือการจำกัดความเสี่ยงต่อเงินทุนครับ

ตารางเปรียบเทียบ: Stop Loss vs Cut Loss vs Trailing Stop

แม้ว่าเป้าหมายหลักคือการจำกัดความเสี่ยง แต่กลไกการทำงานของคำสั่งตัดขาดทุนแต่ละรูปแบบมีความแตกต่างกันดังนี้:

คุณลักษณะStop Loss (SL) Cut Loss Trailing Stop
กลไกการทำงานคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติผ่านระบบการกดปิดออเดอร์ด้วยมือโดยเทรดเดอร์คำสั่งเลื่อน Stop Loss ตามทิศทางกำไรอัตโนมัติ
การส่งคำสั่งตั้งค่าล่วงหน้าก่อนหรือหลังเปิดออเดอร์ตัดสินใจกดปิดเมื่อเห็นราคาขาดทุนตั้งค่าระยะห่าง (Trailing Distance) ในระบบ
การควบคุมอารมณ์สูง (ระบบทำหน้าที่แทนตามแผน)ต่ำ (เสี่ยงต่อความลังเลและอารมณ์)สูง (ล็อกกำไรและป้องกันขาดทุนตามเทรนด์)
ความเหมาะสมเหมาะกับการเทรดทุกสไตล์เหมาะเมื่อสภาวะปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนเหมาะกับการเทรดตามเทรนด์ (Trend Following)

วิธีตั้ง Stop Loss (SL) และ Take Profit (TP) แบบ Step-by-Step

เมื่อเข้าใจแล้วว่า Stop Loss คือเครื่องมือกำหนดจุดตัดขาดทุนล่วงหน้า สิ่งสำคัญถัดมาคือการเลือกจุดวางให้เหมาะกับสไตล์การเทรด โดยมีเทคนิคให้เลือกใช้ดังนี้ครับ

1. การคำนวณจากระยะ Pip และเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง (Position Sizing)

การคำนวณจากระยะ Pip ร่วมกับ Position Sizing คือการจำกัดความเสี่ยงต่อการเทรดให้อยู่ในระดับเปอร์เซ็นต์คงที่ (เช่น 1% – 2% ของพอร์ต)

📢 📌 Tip จากพี่โบ้

อย่าเริ่มจากการกำหนดขนาด Lot แล้วค่อยมาหาจุดตั้ง Stop Loss แต่ควรหาจุด Stop Loss ทางเทคนิคให้เจอก่อน จากนั้นจึงนำระยะ Pip มาคำนวณหาขนาด Lot ที่ทำให้พอร์ตเสี่ยงไม่เกินเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดครับ

ตัวอย่างการคำนวณ Position Sizing (ขนาดออเดอร์)

ในการบริหารความเสี่ยง เทรดเดอร์ควรคำนวณขนาด Lot ให้เหมาะสมกับเงินทุน เพื่อให้จำนวนเงินที่ขาดทุนจริงไม่เกินเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดไว้ต่อการเทรด 1 ครั้ง

1. กำหนดข้อมูลพื้นฐาน

  • เงินทุนในพอร์ต (Account Equity): $10,000
  • ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk 2%): $200 ต่อการเทรด ($10,000 × 2%)
  • จุดเข้าซื้อ (Entry Price) คู่เงิน EUR/USD: 1.0800
  • จุดตัดขาดทุน (Stop Loss) จากแนวรับ: 1.0760
  • ระยะ Stop Loss: 40 Pips (หรือ 400 Points)
  • มูลค่าต่อ Pip ของสัญญามาตรฐาน (Standard Lot): $10 ต่อ 1 Pip (สำหรับ EUR/USD)

2. สูตรการคำนวณขนาด Lot Size

Lot Size = จำนวนเงินที่ยอมเสี่ยง (Risk Amount) ÷ [ระยะ Stop Loss (Pips) × มูลค่าต่อ Pip (Pip Value)]

3. แสดงการคำนวณ

Lot Size = $200 ÷ (40 × $10) = $200 ÷ $400 = 0.50 Lots

สรุป: ในการเทรดครั้งนี้ เทรดเดอร์ควรเปิดออเดอร์ขนาด 0.50 Standard Lot เพื่อให้หากราคาเคลื่อนที่ไปชนจุด Stop Loss ตามแผน ขาดทุนจะอยู่ใกล้เคียง $200 (หรือประมาณ 2% ของเงินทุนรวมในพอร์ต) ทั้งนี้ในช่วงตลาดผันผวนรุนแรง ราคาอาจเกิดช่องว่างหรือ Slippage ทำให้ออเดอร์ถูกปิดที่ราคาแย่กว่าที่ตั้งไว้ และขาดทุนจริงอาจเกินแผนได้ครับ


2. การใช้แนวรับแนวต้านในการกำหนดจุด SL/TP

แนวรับและแนวต้านเป็นจุดอ้างอิงตามโครงสร้างราคา Market Structure ที่มีนัยสำคัญ:

ออเดอร์ Sell: ตั้งจุด Stop Loss ไว้เหนือแนวต้านสำคัญเล็กน้อย และตั้ง Take Profit ไว้ใกล้กับแนวรับถัดไป

ออเดอร์ Buy: ตั้งจุด Stop Loss ไว้ใต้แนวรับสำคัญเล็กน้อย และตั้ง Take Profit ไว้ใกล้กับแนวต้านถัดไปครับ

การตั้งจุด Take profit (TP) และ Stop loss (SL) โดยใช้แนวรับแนวต้าน

. . . . . . . . . . . . .

3. การใช้ Indicator ทางเทคนิคช่วยหาจุด SL/TP

เทรดเดอร์สามารถใช้ Indicator ทางเทคนิคเพื่อช่วยกำหนดจุดตัดขาดทุนได้ดังนี้:

Stochastic Oscillator: เมื่อเปิดออเดอร์ Buy ให้ตั้ง TP เมื่อ Stochastic เข้าสู่โซน Overbought (>80) และตั้ง SL ใต้แนวรับเมื่อเกิดสัญญาณย่อตัว

การตั้งจุด Take profit (TP) และ Stop loss (SL) โดยใช้ Stochastic Oscillator

. . . . . . . . . . . . .

MACD (Moving Average Convergence Divergence): ใช้เส้น MACD ในการหาจุดกลับตัวและแนวโน้มราคา โดยเมื่อเปิดออเดอร์ Buy เทรดเดอร์อาจพิจารณาตั้งจุด TP บริเวณแนวต้านเมื่อเส้น MACD เริ่มตัดลงใต้เส้น Signal Line ซึ่งเป็นสัญญาณว่าโมเมนตัมขาขึ้นอาจอ่อนแรงลง และวางจุด SL ไว้ใต้แนวรับสำคัญเล็กน้อยครับ

การตั้งจุด Take profit (TP) และ Stop loss (SL) โดยใช้ MACD

. . . . . . . . . . . . .

 RSI (Relative Strength Index)

RSI เป็นเครื่องมือชี้วัดทางเทคนิคที่ใช้บอกโมเมนตัมและวัดการแกว่งตัวของราคา ซึ่งช่วยระบุถึงการซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือการขายมากเกินไป (Oversold) โดยมีค่าตั้งแต่ 0-100 ครับ

หาจุด Take Profit (TP) 

  • หากเทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Buy (Long Position) เมื่อ RSI อยู่ในโซน Oversold (<30) เทรดเดอร์ควรตั้ง TP ใกล้แนวต้าน
  • หากเทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Sell (Short Position) เมื่อ RSI อยู่ในโซน Overbought (>70) เทรดเดอร์ควรตั้ง TP ใกล้แนวรับ

หาจุด Stop Loss (SL)

  • หากเทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Buy (Long Position) เมื่อ RSI อยู่ในโซน Oversold (<30) เทรดเดอร์ควรตั้ง SL ใกล้แนวรับ
  • หากเทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Sell (Short Position) เมื่อ RSI อยู่ในโซน Overbought (>70) เทรดเดอร์ควรตั้ง SL ใกล้แนวต้าน

การตั้งจุด Take Profit และ Stop Loss อาจใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่น ๆ ร่วมด้วยเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่ไม่มีเครื่องมือใดรับประกันความแม่นยำได้ครับ

การตั้งจุด Take profit (TP) และ Stop loss (SL) โดยใช้ RSI

. . . . . . . . . . . .

Moving Average (MA):ใช้เส้น Moving Average ระยะสั้น (เช่น MA 7) เป็นจุดวาง Stop Loss โดยวางไว้ใต้เส้นเมื่อเปิดออเดอร์ Buy

การตั้งจุด Take profit (TP) และ Stop loss (SL) โดยใช้ MA

. . . . . . . . . . . . .

4.Bollinger Bands

Bollinger Bands เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้วิเคราะห์ความผันผวนของตลาดและแนวโน้มราคา โดยประกอบด้วย 3 เส้นหลัก ได้แก่ Upper Band, Middle Band (Simple Moving Average: SMA) และ Lower Band ซึ่งช่วยแสดงกรอบความผันผวนของตลาดครับ

หาจุด Take Profit (TP)

  • หากเทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Buy (Long Position) เมื่อราคาเหนือเส้น Middle Band และมุ่งหน้าไปเส้น Upper Band เทรดเดอร์ควรตั้งจุด TP ใกล้เส้น Upper Band หรือเหนือราคาสูงสุดก่อนหน้า
  • หากเทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Sell (Short Position) เมื่อราคาต่ำกว่าเส้น Middle Band และมุ่งหน้าไปเส้น Lower Band เทรดเดอร์ควรตั้งจุด TP ใกล้เส้น Lower Band หรือ ใต้ราคาต่ำสุดก่อนหน้า

หาจุด Stop Loss (SL)

  • หากเทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Buy (Long Position) เมื่อราคาเหนือเส้น Middle Band และมุ่งหน้าไปเส้น Upper Band เทรดเดอร์ตั้งจุด SL ต่ำกว่าหรือใกล้เส้น Lower Band
  • หากเทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Sell (Short Position) เมื่อราคาต่ำกว่าเส้น Middle Band และมุ่งหน้าไปเส้น Lower Band เทรดเดอร์ตั้งจุด SL สูงกว่าหรือใกล้เส้น Upper Band

การตั้งจุด Take Profit และ Stop Loss อาจใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่น ๆ ร่วมด้วยเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่ไม่มีเครื่องมือใดรับประกันความแม่นยำได้ครับ

การตั้งจุด Take profit (TP) และ Stop loss (SL) โดยใช้ Bollinger Bands

. . . . . . . . . . . . .

5.การผสมผสาน (Combination)

ในการเทรด สามารถใช้ Indicator หลากหลายตัวร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรดได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น

  • Stochastic ร่วมกับ Relative Strength Index (RSI) อาจช่วยกรองสัญญาณ Overbought/Oversold เพื่อลดโอกาสเข้าเทรดผิดจังหวะได้ครับ
  • MACD ร่วมกับ MA ใช้หาจุดตัด (Crossover) เพื่อระบุจุดเข้า/ออกตลาด
  • Bollinger Bands ร่วมกับ RSI ใช้หาจุดกลับตัว (Reversal) และยืนยันการ Breakout

การตั้งจุด Take profit (TP) และ Stop loss (SL) โดยใช้ Bollinger Bands ร่วมกับ RSI

สรุปการใช้ Stop Loss ควบคุมความเสี่ยงการเทรด

สรุปได้ว่า Stop Loss คือเครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยจำกัดขาดทุนต่อออเดอร์ และควรใช้ควบคู่กับการคำนวณ Position Sizing และการวิเคราะห์ทางเทคนิคครับ การใช้คำสั่ง Stop Loss (SL) และ Take Profit (TP) เป็นหัวใจสำคัญในการบริหารความเสี่ยงสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน

การตั้ง Stop Loss อย่างมีระบบนอกจากจะช่วยจำกัดการขาดทุนและป้องกันการล้างพอร์ตแล้ว ยังช่วยสร้างวินัยในการเทรดโดยปราศจากอารมณ์รบกวนในระยะยาว ทั้งนี้ไม่มีเทคนิคใดรับประกันผลลัพธ์ในอนาคตครับ

. . . . . . . . . . . . .

Cut Loss คืออะไร?

Cut Loss คือการตัดสินใจขายหรือปิดออเดอร์สินทรัพย์ที่กำลังขาดทุนด้วยตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้มูลค่าการขาดทุนบานปลายไปมากกว่าเดิมเมื่อปัจจัยพื้นฐานหรือสภาวะทางเทคนิคเปลี่ยนไป

Cut Loss ต่างกับ Stop Loss ต่างกันยังไง?

Stop Loss คือการตั้งค่าคำสั่งตัดขาดทุนล่วงหน้าไว้ในระบบอัตโนมัติ ส่วน Cut Loss คือการส่งคำสั่งปิดออเดอร์ด้วยตนเอง (Manual) เมื่อเทรดเดอร์ประเมินแล้วว่าราคาไม่มีแนวโน้มจะกลับตัวครับ

Take Profit (TP) กับ Stop Loss (SL) ต่างกันอย่างไร?

Take Profit คือคำสั่งปิดออเดอร์เพื่อล็อกผลกำไรเมื่อราคาเดินทางไปถึงเป้าหมาย ขณะที่ Stop Loss คือคำสั่งปิดออเดอร์เพื่อหยุดและจำกัดการขาดทุนไม่ให้เกินระดับที่กำหนด

ควรตั้ง Stop Loss เท่าไหร่ดีที่สุด?

ไม่มีตัวเลขระยะ Stop Loss ที่ตายตัวสำหรับทุกการเทรด แต่แนวทางที่เทรดเดอร์จำนวนมากนิยมใช้คือการตั้ง Stop Loss ตามโครงสร้างราคาทางเทคนิค เช่น ใต้แนวรับหรือเหนือแนวต้าน และจำกัดความเสี่ยงต่อออเดอร์ให้อยู่ราว 1% – 2% ของเงินทุนรวมในพอร์ต ทั้งนี้ตัวเลขที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับแผนการเทรดและความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนครับ

ตั้ง Stop Loss แล้วราคาชนแล้วแล่นต่อ เกิดจากอะไร?

เหตุการณ์นี้มักเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) Slippage คือ การแกว่งตัวของราคาอย่างรุนแรงจนเกิดช่องว่างราคา และ 2) สภาวะ Stop Hunting ซึ่งราคาตลาดถูกลากไปกวาดสภาพคล่อง (Liquidity Sweep) บริเวณแนวรับแนวต้านก่อนจะกลับตัววิ่งไปตามเทรนด์เดิม แนวทางหนึ่งที่เทรดเดอร์ใช้บรรเทาปัญหานี้คือการเผื่อระยะ Stop Loss ออกไปนอกแนวรับแนวต้านเล็กน้อย โดยต้องปรับขนาด Lot ให้สอดคล้องกับระยะที่กว้างขึ้นเพื่อคุมความเสี่ยงไม่ให้เกินแผนครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ