Indicator พื้นฐาน ห้ามพลาด!! ที่ต้องรู้ก่อนเริ่มเทรด

Indicator พื้นฐาน ห้ามพลาด!! ที่ต้องรู้ก่อนเริ่มเทรด

Indicator พื้นฐาน

Indicator พื้นฐาน ที่ห้ามพลาด สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทุกคน กลับมาพบกับพี่โบ้กันอีกครั้งนะครับ รอบนี้พี่โบ้จะมาแนะนำ Indicator พื้นฐาน ที่ห้ามพลาด สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันครับ!

1. Exponential Moving Average (EMA)

EMA เป็น Indicator ที่ใช้แสดงค่าเฉลี่ยของราคาสินทรัพย์ โดยเราจะสามารถระบุจำนวนวันที่ต้องการเฉลี่ยได้เองครับ

ตัวอย่างเช่น เส้น EMA 10 วัน หมายถึง เส้นที่โปรแกรมคำนวณค่าเฉลี่ยของราคาสินทรัพย์นั้นเป็นจำนวน 10 วันย้อนหลัง นั่นเองครับ

วิธีการดูจุดที่เราสามารถซื้อ – ขาย จากเส้น EMA

  • ซื้อ ก็ต่อเมื่อเส้น EMA ที่วันน้อยกว่า ตัดเส้น EMA ที่วันมากกว่าขึ้นไป ตัวอย่างเช่น เส้น EMA 5 ตัดเส้น EMA 50 วันขึ้นไป
  • ขาย ก็ต่อเมื่อเส้น EMA วันที่มากกว่า ตัดเส้น EMA ที่วันน้อยกว่าลงด้านล่าง ตัวอย่างเช่น เส้น EMA 50 วัน ตัดเส้น EMA 5 วันลงด้านล่าง

วิธีการเลือกใช้เส้น EMA

จริง ๆ แล้ว เราไม่สามารถระบุอย่างตายตัวได้ว่า ควรใช้ EMA เท่าไหร่ในการคำนวณ เพราะเราต้องดูรูปแบบการวิเคราะห์ของเพื่อน ๆ แต่ละคน และความถนัดในการวิเคราะห์รูปแบบประกอบด้วยครับ แต่อย่างไรก็ตาม พี่โบ้มีทริคที่นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้กันมาแนะนำ นั่นคือ การใช้เส้น EMA 4 เส้น ได้แก่ 5, 50, 75 และ 200 วัน เพราะว่าระยะเวลาเหล่านี้ ถือว่าครอบคลุมระยะเวลาการเทรดทั้งหมดในช่วงนั้น ๆ ครับ

แต่หากเพื่อน ๆ อยากให้พี่โบ้แนะนำสำหรับเทรดเดอร์แต่ละสายจริง ๆ พี่โบ้จะแนะนำให้ดังนี้ครับ 

  • สายระยะสั้น คือ เส้น EMA 5 วัน
  • สายระยะกลาง คือ เส้น EMA 50 และ 75 วัน
  • สายเทรดระยะยาว คือ เส้น EMA 200 วัน

ใครเป็นสายไหนในการเทรดก็สามารถเลือกเส้น EMA ที่ตรงกับการเทรดของเราได้เลยนะครับ

2. Stochastic Oscillator

Stochastic Oscillator บางครั้ง เทรดเดอร์ก็เรียกย่อ ๆ ว่า STO ครับ โดยเป็นเครื่องมือที่นำ MACD และ RSI มารวมไว้ด้วยกัน ใช้สำหรับดูจุดซื้อ – ขาย และทำให้เราได้รู้ว่า สินทรัพย์ที่เราสนใจนั้น มีปริมาณการซื้อ – ขาย เป็นอย่างไร

โดยเครื่องมือดังกล่าวนี้ จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก ๆ คือ เส้น %K และเส้น %D

วิธีการดูจุดที่เราสามารถซื้อ – ขาย จาก Stochastic Oscillator

  • ซื้อ ก็ต่อเมื่อเส้น %K ตัดเส้น %D ขึ้นที่จุดกลุ่ม หรือบริเวณค่าน้อยกว่า 20 หมายความว่า ช่วงนั้น สินทรัพย์ที่เราสนใจนี้ ขายถูกมากเกินไป (Oversold) ดังนั้น เราจึงควรเข้าซื้อสินทรัพย์นี้นั่นเอง
  • ขาย ก็ต่อเมื่อเส้น %D ตัดเส้น %D ขึ้นที่จุดกลุ่ม หรือบริเวณค่ามากกว่า 80 หมายความว่า ช่วงนั้น สินทรัพย์ที่เราสนใจนี้ ขายแพงมากเกินไป (Overbought) ดังนั้น เราจึงควรขายสินทรัพย์นี้นั่นเอง

โดยสรุปแล้ว Indicator ทั้ง 2 ตัว ก็ถือเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ เพื่อใช้ดูจุดเข้าซื้อ และขายสินทรัพย์ครับ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเลือกใช้เครื่องมือทั้ง 2 ตัว ได้ตามความเหมาะสม หรืออาจจะใช้ทั้ง 2 เลยก็ได้ครับ! และถ้าใครสนใจ Indicator ตัวไหน ก็สามารถสอบถามพี่โบ้ได้เลยนะ เดี๋ยวพี่โบ้จะหาคำตอบมาให้ครับ 

Source: ทีมงาน Traderbobo

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: สาระน่ารู้

อ่านรีวิวโบรกเกอร์เพิ่มเติมได้ที่: Review Broker

Social Share

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

Rcent Post

Recent Post

ลิเทียม

ลิเทียม (Lithium) แร่ที่เปรียบเสมือนทองคำในอุตสาหกรรม EV

ลิเทียม Lithium หรือหลายคนเรียกว่า The New White Gold! หัวใจสำคัญของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีแนวโน้มจะขาดแคลนในอนาคต ทำให้ราคาพุ่งขึ้นมากว่า 10 เท่า!

Read More »